ที่มา : GM 249 ปีที่ 15 เมษายน 2544
คุณว่ามีอะไรทะแม่งๆ เรื่องการปฏิรูปสื่อไหม
อย่างเรื่องอื้อฉาวในคณะกรรมการ กทช. เกี่ยวพันโยงใยลึกไปถึงวุฒิสภานั้น คุณว่าอย่างไร
"สื่อ" ของไทยจะถูกปฏิรูปจนเป็น "สื่อ" ของประชาชน หรือปฏิรูปไปปฏิรูปมาก็ตกเป็นสื่อของนายทุน ซึ่งไม่เพียงทำหน้าที่ครอบครองทรัพยากรสื่อเท่านั้น แต่ถ้าพูดให้เจ็บปวดที่สุด พ่อค้าวาณิชเหล่านั้นยังทำหน้าที่ครอบงำและชี้นำ "วัฒนธรรม" ของชาติด้วย
คุณเริ่มรู้สึกเบื่อมิวสิกวิดีโอที่ซ้ำซาก ละครน้ำเน่าหลังข่าว เกมโชว์โฆษณาแฝงท่วมจอ และข่าวบิดเบือนเชียร์รัฐบาลและทหารกันแล้วหรือยัง?
เหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อปี 2535 เปิดแผลให้เราเห็นปัญหาความฉ้อฉลในระบบการเมืองการทหารที่เข้าไปบิดเบือนสื่อสารมวลชนของประเทศ
ถ้าอยากจะดูและฟังรายการอะไรให้มากและดีกว่านี้ บางทีเราอาจต้องร่วมมือกัน "ทวง" วิทยุและโทรทัศน์คืนกลับมาเป็นของประชาชนให้ได้อย่างแท้จริง
ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ผู้ประสานงานเครือข่ายวิชาชีพสื่อเพื่อประชาชน หัวหน้าศูนย์ข้อมูลและนักข่าวจากไทยรัฐ เป็นผู้ที่กำลังเดินหน้าเรื่องนี้อย่างเข้มข้น GM จึงจับเข่าคุยกับเขา ถึงเรื่องไม่ชอบมาพากลทั้งหลายที่เกิดขึ้น จะเกิดขึ้น และจะดำเนินต่อไป ถ้าเรายังไม่เริ่มทำอะไรสักอย่างตั้งแต่บัดนี้

GM : คุณมีความเป็นห่วงในสถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปสื่อเป็นอย่างไรบ้าง
ชวรงค์ : พวกเรารู้สึกไม่มั่นใจกับกระบวนการสรรหาคระกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) มาตั้งแต่แรก ตรงที่ตัวคณะกรรมการสรรหา ในส่วนของคนที่เป็นตัวแทนวิชาชีพซึ่งมีปัญหาว่าใครควรจะเป็นตัวแทนสมาคมวิชาชีพที่แท้จริง จริงๆ แล้วแต่เดิมสมาคมวิชาชีพของทางด้านวิทยุโทรทัศน์ มีอยู่ 2-3 องค์กรเท่านั้น แต่พอถึงช่วงที่มีการสรรหา กสช. ก็มีการจดทะเบียนใหม่กันขึ้นมาซึ่งถือว่าเป็นช่องโหว่ของกฎหมายให้กลุ่มที่เป็นเจ้าของสื่อวิทยุโทรทัศน์ เดิมก็คือทหารและหน่วยราชการต่างๆ กับกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์ เช่น นักธุรกิจผู้รับสัมปทาน จดทะเบียนตั้งสมาคมใหม่ได้ แล้วก็ส่งคนของเขาเข้ามาร่วมในกระบวนการสรรหา
ในขณะที่คนที่อยู่ในอาชีพนักวิทยุโทรทัศน์จริงๆ กลับไม่มีสมาคมที่จะอยู่ เขาก็มาอยู่ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์บ้าง สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจบ้าง สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคบ้าง ซึ่งสมาคมเหล่านี้ไม่ได้เขียนวัตถุประสงค์ให้ตรงกับที่กฎหมายในเรื่องนี้ระบุไว้ คนอยู่ในวิชาชีพจริงๆ ก็ต้องหลุดออกไป
เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าในบรรดากรรมการสรรหาที่เป็นตัวแทนของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ แต่ว่าจะอ้างอย่างไร เขาก็ไม่น่าจะใช่คนในวิชาชีพสื่อ เพราะทหารก็ต้องมีวิชาชีพเป็นทหาร หรืออีกคนหนึ่งก็เป็นเจ้าของสัมปทานคลื่นวิทยุโทรทัศน์มากมาย โอเคว่าเขาเคยจัดรายการวิทยุมาก่อน แต่ว่าโดยอาชีพหลักๆ ของเขาตอนนี้ก็คือ เป็นเจ้าของสัมปทานคลื่นวิทยุโทรทัศน์ อีกคนหนึ่งมาจากช่อง 3 เป็นผู้บริหาร ซึ่งก็ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นนักวิชาชีพสื่อมวลชน
กระบวนการสรรหาบกพร่องมาตั้งแต่แรกแล้ว พวกเราก็เคลื่อนไหวเพื่อที่จะได้มีคนในวิชาชีพจริงๆ เข้าไป ซึ่งเราก็แพ้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะหยุดและเลิกสนใจ เราติดตามอยู่และคอยพยายามหาข้อมูลมาตีแผ่ให้สังคมได้รับรู้มากที่สุด หรือส่งต่อให้คณะกรรมการสรรหา เช่น กรณีที่ผู้สมัครบางคนอาจเป็นนักวิชาการ แต่เบื้องหลังเขาอาจจะเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทเอกชนที่รับสัมปทาน เราก็ต้องคอยชี้ว่านี่เป็นเรื่องผลประโยชน์ขัดกัน หรือ conflict of interest หรืออย่างกรณีที่ผู้สมัครบางคนเป็นผู้บริหารสื่อของรัฐอยู่ การที่เขาไปเป็น กสช. ที่จะต้องไปดูแลสัมปทานคลื่นต่างๆ ซึ่งก็เท่ากับไปตรวจสอบคลื่นที่ตัวเองเคยอนุมัติเอาไว้ แล้วมันจะได้อะไรขึ้นมา และคนเหล่านี้จะได้คะแนนในระดับต้นๆ ซึ่งเราก็เป็นห่วงกันอยู่
GM : นอกจากใช้ช่องโหว่ของกฎหมายแล้ว คุณคิดว่ายังจะเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นหรือรับเงินรับทอง แบบเดียวกับกรณีของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ที่มีการออกมาแฉว่าคนนี้ให้เงินคนนี้เท่าไหร่ กสช. จะเป็นอย่างนั้นด้วยหรือเปล่า
ชวรงค์ : ในช่วงของคณะกรรมการสรรหาคงจะยังไม่มีเรื่องราวแบบนี้ จนถึงประมาณต้นเดือนเมษายนที่เขาจะประกาศรายชื่อ 14 คน และส่งต่อให้สมาชิกวุฒิสภาคัดเลือกให้เหลือ 7 คนสุดท้าย ถ้าจะมีการให้เงินทองกันก็อาจจะอยู่ในช่วงนี้ เหมือนกับกรณี กทช. แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าวุฒิสภาเรายังพึ่งได้อยู่พอสมควร ไม่ถึงกับเลวร้ายมากอย่างที่เห็นในข่าวอื้อฉาวที่ผ่านมา
แต่เป็นไปได้ว่า 14 คนนั้นยังเป็นคนของกลุ่มอำนาจเดิม อาจไม่ใช่โดยตรง แต่โดยอ้อมเช่นเป็นคนที่เขาพูดจากันรู้เรื่อง เจรจากันมาก่อน อาจจะเป็นคนที่เรานับหน้าถือตา แต่ไม่ค่อยซีเรียสกับปัญหาเรื่องสื่อในปัจจุบัน คิดว่าแค่เข้าปรับปรุงนิดๆ หน่อยๆ ก็พอ อะไรประมาณนี้ซึ่งมันไม่พอ
GM : การปฏิรูปสื่อในประเทศไทย เราจำเป็นต้องพลิกหรือต้องดำเนินการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงหรือ
ชวรงค์ : มันไม่ถึงขนาดที่จะใช้คำว่ารุนแรง แต่ผมว่าประเด็นหลักคือเราต้องเข้าใจและตระหนักเรื่องสิทธิของประชาชนในการใช้สื่อ เข้าใจในเรื่องชุมชน การกระจายอำนาจ ทรัพยากรและการเมืองภาคประชาชน ซึ่งการเข้าถึงสื่อได้มากขึ้นและใช้สื่อได้มากขึ้น จะส่งผลดีในด้านนั้นด้วย ที่ผ่านมา ประชาชนเป็นผู้ถูกกระทำ แทบจะไม่ได้สื่อสิ่งที่เป็นตัวเองออกไปได้เลย
ถ้าคนที่เข้ามาเป็น กสช. มองเพียงว่าประชาชนอยากใช้สื่อใช่ไหม โอเค อย่างนั้นเราก็เจียดเวลาไปให้ 2-3 ชั่วโมง เพื่อทำรายการเพื่อชุมชนหรืออะไรทำนองนั้นซึ่งมันไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง เพราะเขายังอยู่ในความเชื่อที่ว่า ประชาชนไม่มีพลัง ไม่มีความสามารถ ทำเองไม่ได้ ต้องคอยให้รัฐเป็นคนคอยดูแลตลอดเวลา การปฏิรูปสื่อก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง กล่าวคือทุกอย่างยังคงอยู่ในมือของกลุ่มผลประโยชน์เดิม

GM : ประชาชนควรจะทำอะไรบ้างในเรื่องการปฏิรูปสื่อ
ชวรงค์ : ผมคิดว่าที่ผ่านมา ไม่เฉพาะแต่ประชาชน แม้แต่คนในวงการสื่อมวลชนก็ไม่ค่อยสนใจ ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเกิดเหตุการณ์เรียกร้องรัฐธรรมนูญแบบปี 2540 ที่ประชาชนมารวมตัวกันเพื่อแสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจน เพราะเรื่องสื่อสารมวลชนและสิทธิเป็นเรื่องที่เข้าใจวยากกว่า แม้แต่ชนชั้นกลางในเมืองก็ไม่ค่อยคิดถึงเรื่องนี้เท่าไร
GM : ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ประชาชนจะได้อะไรจากการปฏิรูปสื่อ
ชวรงค์ : จุดหลักคือ ผู้ชมผู้ฟังจะมีโอกาสได้รับเนื้อหาจากวิทยุโทรทัศน์หลากหลายมากขึ้น มีทางเลือกมากขึ้น ทุกวันนี้เรามีทางเลือกไม่มากนัก คือไม่เป็นรายการเพลงมิวสิกวิดีโอ ก็เป็นทอล์กโชว์ หรือไม่ก็เกมโชว์ หรือละคร รายการอื่นๆ ที่เราต้องการมากกว่านี้ไม่สามารถออกอากาศได้ เพราะติดขัดที่ต้นทุนการจัดหรือนโยบายรัฐบาล
ถ้าปฏิรุปสื่อแล้ว จะมีการแข่งการใช้คลื่นวิทยุโทรทัศน์อย่างชัดเจน ว่านี่เพื่อธุรกิจ นี่เพื่อบริการสาธารณะ นี่เพื่อบริการชุมชน ผู้บริโภคสื่อจะได้รับความหลากหลาย ถ้าไม่อยากดูรายการที่มีโฆษณามากๆ ก็เปิดไปดูช่องที่ไม่ใช่เพื่อธุรกิจ ไปดูข่าว สารคดี หรือรายการที่มีเนื้อหาเหมาะกับตัวเรามากขึ้น ใกล้ตัวเรามากขึ้น หรือถ้าอยากดูละคร มิวสิกวิดีโอเหมือนเดิมก็ดูช่องที่เป็นธุรกิจ แต่จะมีให้เลือกดูมากขึ้น เพราะกฎหมายจะเอื้อให้ผู้จัดรายการเล็กรายน้อยมากขึ้น
GM : จะบอกได้ไหมว่า ถ้าปฏิรูปสื่อแล้ว โทรทัศน์และวิทยุจะสนุกมากขึ้น
ชวรงค์ : ใช้คำว่า "สนุก" คงไม่ได้ แต่ต้องเรียกว่ามีความหลากหลายที่จะตอบสนองความต้องการข้อมูลข่าวสารหรือความบันเทิงให้กับประชาชนมากขึ้น จริงๆ แล้วตอนนี้บ้านเรามีสถานีวิทยุโทรทัศน์และเวลาออกอากาศมาก แต่ที่ผ่านมามันถูกจำกัดอยู่แต่ในคนบางกลุ่ม อย่างพวกทหาร รัฐบาล ราชการ ถ้านำมาจัดสรรให้ดีๆ หรือที่เรียกว่าการปฏิรูปสื่อ ความบันเทิงก็จะมากขึ้นด้วย เพราะเป็นคามบันเทิงที่หลากหลาย ไม่ใช่การยัดเยียดแบบในปัจจุบัน จากนักธุรกิจไม่กี่กลุ่ม
ถ้าเราจัดสรรดีๆ ต่อไปนี้อาจจะมีรายการดีๆ ให้ดูมากกว่าการดูเคเบิลทีวีด้วยซ้ำไป เพราะเคเบิลทีวีตอนนี้ก็มีแต่รายการจำพวกคอมเมอร์เชียล หรือเน้นไปทางธุรกิจ ช่องใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นจะดำเนินรายการแบบอื่นๆ เช่น public service เราอาจจะได้ดูรายการที่หาดูไม่ได้จากเคเบิลทีวีในปัจจุบัน
GM : ต่อไปนี้ เราจะต้องจับตาดูการปฏิรูปสื่ออย่างไร มีจุดสำคัญจุดใดที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ
ชวรงค์ : เริ่มต้นที่ กสช. ต้องทำงานตามที่กฎหมายกำหนด การจัดสรรคลื่น การควบคุมคลื่นต่างๆ จะต้องทำตามพระราชบัญญัติประกอบกิจการ กสช. ต้องฟังความเห็นจากหลายๆ ฝ่ายในการทำแผนแม่บท ต้องทำประชาพิจารณ์ ดังนั้นโดยสรุปแล้ว กสช. จะต้องอยู่ในกรอบ 2 กรอบ คือกฎหมายและประชาชน นอกจากนั้นก็ต้องพิจารณาเรื่องปรัชญาของการปฏิรูปสื่อและสิทธิของประชาชน เน้นเรื่องความหลากหลาย การกระจายทรัพยากรและการทำให้เกิดการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรมซึ่งรัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้อยู่แล้ว
GM : คุณยังมีความหวังแค่ไหนที่วิทยุโทรทัศน์บ้านเราจะดีขึ้น
ชวรงค์ : ผมก็ยังมีความหวังอยู่ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจก็ต้องหวังต่อไป แม้ว่าคนที่ได้เข้ามาเป็น กสช. จะไม่ถูกใจเราไปเสียทั้งหมด แต่ผมก็คาดว่าสังคมคงจะเข้ามามีบทบาทตรวจสอบ มาถึงยุคนี้แล้ว ถ้าเขาคิดจะทำอะไรหมกเม็ด ก็คงไม่ง่ายนักหรอก...
( บทความโดย : admin | ผู้ตอบ : 51 | ผู้ชม : 1147 ) |